สหภาพแรงงานไทยถกมาตรการเพื่อฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจโลก

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “มาตรการฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจโลกอย่างมีประสิทธิภาพของสหภาพแรงงานไทย” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบไปด้วยผู้นำแรงงาน สมาชิกและนักสหภาพแรงงานจำนวน 50 คน

12 กุมภาพันธ์ 2009

Content also available in: English

(ข่าวไอแอลโอ กรุงเทพฯ) องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization--ILO) ได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “มาตรการฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจโลกอย่างมีประสิทธิภาพของสหภาพแรงงานไทย” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบไปด้วยผู้นำแรงงาน สมาชิกและนักสหภาพแรงงานจำนวน 50 คน

ในพิธีเปิด นายบิล ซอลเทอร์ ผู้อำนวยการ สำนักงานแรงงานระหว่างประเทศประจำอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกได้กล่าวว่า ไอแอลโอมองว่าวิกฤติครั้งนี้จะส่งผลให้มีคนว่างงานทั่วโลกกว่า 50 ล้านคนในปีนี้ และหากแก้ปัญหาได้ไม่ถูกทาง จำนวนคนว่างงานอาจเพิ่มขึ้นถึง 200 ล้านคน ซึ่งจะรุนแรงที่สุดนับแต่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง โดยจะต้องรณรค์เรื่องการจ้างงานที่มีคุณค่า เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์รับมือกับวิกฤติครั้งนี้ร่วมกัน

นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ มองว่าวิกฤติครั้งนี้ผู้ใช้แรงงานที่จะถูกเลิกจ้างจำนวนมากจะไม่สามารถกลับคืนถิ่นไปสู่บ้านเกิดได้เหมือนเมื่อปี 2540 เพราะวันนี้ชนบทไทยอยู่ในสภาพล้มละลาย เต็มไปด้วยหนี้สิน ประชาชนไร้ที่ทำกินไม่สามารถลองรับการคืนถิ่นของผู้ตกงานได้อีกต่อไป

นางสุขติ ดาสกุปตา ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสทางด้านนโยบายการจ้างงานและตลาดแรงงานของไอแอลโอ กล่าวว่าวิกฤติจะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานอย่างกว้างขวางทั้งภาคเศรษฐกิจในระบบและนอกระบบ และจากระดับโลกไปถึงระดับครัวเรือน คน 3 กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากสุดได้แก่ คนงานค่าจ้างต่ำที่อยู่กิจการส่งออกจะตกงาน แรงงานข้ามชาติจะถูกกีดกัน และแรงงานหนุ่มสาวจะเข้าสู่งานยากขึ้น

รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่าวิกฤติการครั้งนี้จะใช้เวลาฟื้นฟูกันนานกว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ซึ่งใช้เวลาฟื้นฟูสั้นๆ เพียง 2 ปีกว่าๆ เท่านั้น เพราะวิกฤติครั้งนี้กระทบกับภาคการผลิตโดยตรง และโลกทั้งโลกอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย และพบว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยใช้ยุทธศาสตร์ 3L คือ การใช้แรงงานค่าจ้างต่ำ (low wages) ผลิตภาพต่ำ (low productivity) และการใช้แรงงานหนักและชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน (long working hours) แรงงานไทยเป็นแรงงานที่มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สาเหตุเพราะค่าจ้างต่ำจึงต้องทำงานให้มากสุดเพื่อให้มีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้

จากการอภิปรายแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้เข้าร่วมสัมมนาพบว่า ผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมประกอบยานยนตร์และชิ้นส่วน อิเล็คทรอนิค โรงแรมและการท่องเที่ยว เป็นภาคที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด คนงานที่มีลักษณะการจ้างงานชั่วคราว เหมาค่าแรงซึ่งมีอำนาจการต่อรองน้อยจะถูกเลิกจ้างก่อนใคร แรงงานเหมาช่วงที่อยู่ภาคเศรษฐกิจนอกระบบทั้งหลายล้วนได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้

ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้สะท้อนว่า ความไม่ชัดเจน ไม่โปร่งใสของข้อมูลสถานประกอบการในประเทศไทยทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนที่แม้จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ หรือได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยฉวยโอกาส ลดเงินเดือน ลดชั่วโมงการทำงาน หรือเลิกจ้าง ซึ่งนำสู่ความขัดแย้งและการพิพาทแรงงาน

ในการสัมมนามีทัศนะต่อมาตรการต่างๆ ที่รัฐได้นำเสนอและดำเนินการอยู่ขณะนี้แตกต่างกันไป บางส่วนเห็นด้วยกับหลายมาตรการที่รัฐออกมา แต่บางส่วนยังมองว่ามาตรการต่าง ๆ ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ต่อแรงงานทุกกลุ่ม เช่น แรงงานนอกระบบ หรือแรงงานข้ามชาติ

ที่ประชุมได้มีข้อเสนอให้รัฐบาลกำหนดมาตรการใหม่ๆ อีกหลายประการ อาทิ เสนอให้ใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันปัญหาการเลิกจ้าง โดยเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อตรวจสอบสถานประกอบการที่ประสบวิกฤติโดยให้มีผู้ใช้แรงงานเข้ามีส่วนร่วมด้วย เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสรังแกคนงาน ขณะเดียวกันรัฐก็สามารถเข้าไปให้การช่วยเหลือสถานประกอบการเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงที มีการเสนอให้ยกเว้นการเก็บภาษีเงินก้อนสุดท้ายที่ได้รับจากการเลิกจ้าง เสนอให้มีการขยายการคุ้มครองระบบประกันสังคมออกไปสู่แรงงานนอกระบบอีก 23 ล้านคน เสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือลูกจ้างตกงานเป็นต้น