รายงานแนวโน้มการจ้างงานโลก พ.ศ. 2552 ของไอแอลโอ การว่างงาน คนทำงานที่ยากจน และการจ้างงานที่ไม่มั่นคงจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ

วิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกจะมีผลทำให้คนว่างงาน คนทำงานที่ยากจน และคนทำงานที่ไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้น องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) เผยในรายงานประจำปีแนวโน้มการจ้างงานโลก

29 มกราคม 2009

Content also available in: English

รายงานแนวโน้มการจ้างงานโลก พ.ศ. 2552 ของไอแอลโอ

การว่างงาน คนทำงานที่ยากจน และการจ้างงานที่ไม่มั่นคงจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจ

วันพุธที่ 29 มกราคม 2552 (ROAP/09/04)

กรุงเทพฯ (ข่าว ILO) – วิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกจะมีผลทำให้คนว่างงาน คนทำงานที่ยากจน และคนทำงานที่ไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้น องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) เผยในรายงานประจำปีแนวโน้มการจ้างงานโลก

รายงานนำเสนอผลที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต 3 สถานการณ์ ในการว่างงานโลกระหว่างปี พ.ศ. 2550-2552 ซึ่งอาจเพิ่มขึ้น 18 ล้านคน 30 ล้านคน หรืออาจสูงสุดถึง 50 ล้านคน หากสถานการณ์เลวร้ายลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพัฒนาของตลาดแรงงาน และการแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในเอเชียและแปซิฟิค ทั้ง 3 สถานการณ์ส่อให้เห็นว่าการว่างงานจะเพิ่มขึ้น 8 ล้าน 15 ล้าน และ 27 ล้านคน

ในการคาดการณ์ที่เลวร้ายที่สุด อาจมีแรงงานถึง 200 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา อาจจะตกอยู่ในสภาวะยากจนต่ำสุด (มีรายได้เพียง 1.25 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 44 บาท ต่อวัน) ในจำนวนนี้จะเป็นแรงงานในเอเชียถึง 140 ล้านคน การคาดการณ์นี้ยังระบุว่าแรงงานที่อยู่ในความยากจน (รายได้ต่ำกว่า 2 เหรียญสหรัฐ หรือ 70 บาท ต่อวัน) อาจเพิ่มขึ้น 176 ล้านคน โดยเป็นแรงงานที่อยู่ในเอเชียแปซิฟิคถึง 119 ล้านคน

“สาระสำคัญที่ไอแอลโอต้องการนำเสนอนี้มีความเป็นไปได้สูง ไม่ใช่เพื่อต้องการให้ตื่นตระหนก เรากำลังเผชิญกับสภาวะวิกฤตแรงงานโลก ซึ่งรัฐบาลหลายประเทศทราบดีและกำลังแก้ไข แต่ทว่าความร่วมมือระหว่างประเทศที่เข้มแข็งและประสานงานกันอย่างดีเท่านั้นที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความถดถอยทางสังคมทั่วโลก ความคืบหน้าในการลดความยากจนมีน้อยลง และกลุ่มคนชั้นกลางทั่วโลกอ่อนแอลง ทั้งเรื่องการเมืองและความปลอดภัยทำให้เป็นที่น่าวิตกยิ่งขึ้น” นายฮวน โซมาเวีย ผู้อำนวยการใหญ่ไอแอลโอ กล่าว

“วิกฤตการณ์นี้เน้นให้เห็นความสำคัญของวาระการสร้างงานที่มีคุณค่าของไอแอลโอ มาตรการการสร้างงาน การขยายและเพิ่มการให้ความคุ้มครองทางสังคม และการใช้การเจรจาต่อรองทางสังคมเพื่อแก้ปัญหา ล้วนเป็นประเด็นของวาระการสร้างงานที่มีคุณค่าทั้งสิ้น” นายโซมาเวียกล่าว เขาได้เรียกร้องให้การประชุม G-20 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 เมษายน ณ กรุงลอนดอน ให้หามาตรการเร่งด่วนในการส่งเสริมการลงทุนที่มีประสิทธิผล สร้างงานที่มีคุณค่า การป้องกันทางสังคมและการประสานนโยบายกันอย่างดี

สาระสำคัญของการประมาณการในรายงาน

รายงานฉบับนี้นำเสนอข้อมูลล่าสุดซึ่งสืบเนื่องจากรายงานฉบับเดือนตุลาคม 2551 ซึ่งเคยประเมินว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกจะส่งผลให้มีคนว่างงานเพิ่มขึ้นระหว่าง 15 ถึง 20 ล้านคนในปี 2552 โดยมีประเด็นสรุปที่สำคัญดังนี้

  • สืบเนื่องจากการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 อัตราการว่างงานทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 ในปี 2552 เมื่อเทียบกับร้อยละ 5.7 ในปี 2550 และจะส่งผลให้จำนวนคนว่างงานสูงขึ้น 18 ล้านคนในปี 2552 เทียบกับปี 2550
  • หากสภาวะทางเศรษฐกิจเลวร้ายลงกว่าที่คาดไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 ซึ่งมีความเป็นได้ อัตราการว่างงานทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 และจะส่งผลให้มีคนว่างงานถึง 30 ล้านคน เมื่อเทียบกับปี 2550
  • ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อัตราการว่างงานทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 7.1 ซึ่งจะทำให้จำนวนคนว่างงานสูงถึง 50 ล้านคน ทั้งนี้ในเอเชียตะวันออกเป็นร้อยละ 5.5 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิค ร้อยละ 6.4 และเอเชียใต้ร้อยละ 6.3
  • จำนวนคนทำที่งานยากจน (ผู้ซึ่งมีรายได้ต่ำกว่า 2 เหรียญสหรัฐ หรือ 70 บาทต่อวัน) จะเพิ่มขึ้นถึง 1.4 พันล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 45 ของประชากรโลกที่ทำงาน สำหรับเอเชียตะวันออกอาจคิดเป็นร้อยละ 37 และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกร้อยละ 55 และเอเชียใต้ร้อยละ 85
  • ในการคาดการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในปี 2552 สัดส่วนของคนทำงานที่ไม่มั่นคง อาจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 53 ของประชากรที่ทำงานทั่วโลก ทั้งนี้รวมถึงคนที่ทำงานส่วนตัว หรือสมาชิกในครอบครัวที่มีรายได้ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองต่อความเสี่ยงในการสูญเสียรายได้ในสภาวะเศรษฐกิจขัดสน ในเอเชียตะวันออกอาจมีจำนวนร้อยละ 56 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิคร้อยละ 64 และเอเชียใต้ร้อยละ 77

ในปี 2551 แอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง ยังคงมีอัตราการว่างงานสูงสุดคือร้อยละ 10.3 และ 9.4 ตามลำดับ อัตราการว่างงานต่ำสุดยังอยู่ในเอเชียตะวันออก คือร้อยละ 3.8 ตามมาด้วยเอเชียใต้ร้อยละ 5.4 และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิคร้อยละ 5.7

การสร้างงานในภูมิภาคเอเชียทั้งสาม (เอเชียใต้ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิค และเอเชียตะวันออก) คิดเป็นร้อยละ 57 ของการสร้างงานทั้งโลกในปี 2551 ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว และประชาคมยุโรป การสร้างงานในปี 2551 ติดลบ 900,000 คน อันเป็นผลให้การสร้างงานในปี 2552 อยู่ในระดับต่ำ

ส่วนแอฟริกาใต้ซาฮาร่า และเอเชียใต้เป็นภูมิภาคที่มีตลาดแรงงานที่อยู่ในภาวะยากลำบาก และมีจำนวนคนงานยากจนมากที่สุด แม้ว่าแนวโน้มจะลดน้อยลงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ประมาณ 4 ใน 5 ของคนทำงาน ยังจัดอยู่ในกลุ่มคนงานยากจนในภูมิภาคนี้ในปี 2550

ดังที่ไอแอลโอได้กล่าวไว้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2551 ได้เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมที่มีต่อโลกาภิวัติ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้มีการเน้นใช้มาตรการสนับสนุนกลุ่มเปราะบางในตลาดแรงงาน อาทิ เยาวชนและผู้หญิง โดยรายงานของไอแอลโอเห็นว่า กลุ่มนี้เป็นพลังแรงงานกลุ่มใหญ่ ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ หากบุคคลเหล่านี้มีโอกาสได้งานที่ดีจากการลงทุนที่มีประสิทธิผล และนโยบายทางตลาดแรงงานที่ดี จะสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตและพัฒนาขึ้นได้

"วาระการสร้างงานที่มีคุณค่า เป็นกรอบนโยบายที่เหมาะสมในการแก้ไขวิกฤต การเจรจาสามฝ่ายของภาครัฐร่วมกับองค์กรนายจ้างและลูกจ้าง ถือเป็นบทบาทสำคัญในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ และการพัฒนานโยบายในการแก้ไข" นายโซมาเวีย กล่าว

รายงานระบุถึงนโยบายแนะนำในการแก้ไขปํญหาที่รัฐบาลต่างๆ ใช้กัน ตามที่ได้ถกกันในการประชุมคณะกรรมการบริหารของไอแอลโอ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 ดังนี้

1. ขยายการให้เงินช่วยเหลือคนว่างงานและเงินประกัน การฝึกวิชาชีพใหม่แก่คนงาน และการคุ้มครองการลดค่าของเงินบำนาญจากภาวะตกต่ำของตลาดการเงิน

2. การลงทุนภาครัฐในสาธารณูปโภคพื้นฐานและการเคหะเพื่อชุมชน งานรักษ์โลก (Green job) ตลอดจนงานโยธาสาธารณะฉุกเฉิน

3. สนับสนุนกิจการขนาดย่อมและขนาดกลาง

4. การเจรจาทางสังคมระดับกิจการ ระดับภาคงานและระดับชาติ

หากหลายประเทศใช้ทุนสำรองสะสม เงินกู้ฉุกเฉินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือกลไกช่วยเหลือที่แข็งแกร่ง ร่วมกับการใช้นโยบายประสานงานตามหลักของวาระงานที่มีคุณค่าของไอแอโอ ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อกิจการ คนงานและครอบครัวเขาจะเบาลง และสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

ไอแอลโอ ร่วมกับธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) จะจัดการประชุมภูมิภาคระดับสูง ณ กรุงมนิลา ในวันที่ 18 ถึง 20 กุมภาพันธ์ ในหัวข้อ “การตอบสนองวิกฤตเศรษฐกิจ – นโยบายที่สอดคล้องกันเพื่อการเติบโต การจ้างงาน และงานที่มีคุณค่าในเอเชียและแปซิฟิค” เพื่อส่งเสริมการเจรจาด้นนโยบายระหว่างผู้เชี่ยวชาญระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ รวมถึงผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ นักธุรกิจ และแรงงาน เพื่อหาแนวทางปฏิบัติในการฟันฝ่าผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากวิกฤิตนี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่
กฤษฎาพร สิงหเสนี สารนิเทศ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค
โทร. 02 288 1664 Email