ประเทศไทยควรปรับปรุงระบบการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ไทยมีโอกาสที่จะเป็นต้นแบบที่ดีในด้านการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้กับกลุ่มประเทศอาเซียน

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ กระทรวงแรงงาน และกลุ่มทำงานด้านแรงงานข้ามชาติ ร่วมกันจัดสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อ “วาระนโยบายแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย” ที่กรุงเทพ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

19 กุมภาพันธ์ 2010

Content also available in: English

กรุงเทพ (ข่าวจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ International Labour Organization, ILO) รัฐบาลไทยจำเป็นต้องใช้มาตรการที่มีประสิทธิผลสูงเพื่อปรับปรุงนโยบายระยะยาวต่อแรงงานข้ามชาติ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร เศรษฐกิจ และลักษณะของกำลังแรงงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นี่เป็นการประเมินและคาดการณ์จากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO

“ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และยังคงเป็นประเทศที่จะดึงดูดแรงงานข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง“ คุณบิล ซอลเทอร์ ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงานระหว่างประเทศ ประจำอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออกกล่าว เขาพูดต่อไปว่า “อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่ายังมีปัญหาบางประการในระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติในไทย และควรที่จะขจัดอุปสรรคที่มีอยู่ในด้านการดำเนินการระหว่างฝ่ายรัฐ กลุ่มแรงงานข้ามชาติ และฝ่ายนายจ้าง ถ้าขจัดปัญหาเหล่านี้ก็จะนำไปสู่ความก้าวหน้าที่ดี”

อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงพัฒนานโยบายควรทำอย่างครอบคลุมเบ็ดเสร็จ โดยควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่แท้จริงในการใช้แรงงานข้ามชาติ ในขณะเดียวกันรัฐไทยควรลงทุนสร้างฐานการผลิตที่เน้นการใช้องค์ความรู้ ทั้งนี้เพื่อรองรับแรงงานไทยที่มีทักษะสูงและที่รองานอยู่ ILO เตือนว่าถ้าไม่ดำเนินการในสองแนวทางนี้คู่ขนานกันไป ไทยจะไม่สามารถคงไว้ซึ่งระบบจัดการกับแรงงานข้ามชาติในปัจจุบันได้

คาดการณ์กันว่าในปัจจุบัน มีแรงงานข้ามชาติพำนักอยู่ในไทยประมาณสองล้านคน (ตัวเลขนี้รวมทั้งแรงงานดังกล่าวจำนวนมากที่ไม่มีเอกสารชี้ตัวที่สมบูรณ์) และในอดีตจนถึงปัจจุบัน ระบบดูแลแรงงานข้ามชาติที่เข้มงวดและมีข้อจำกัดได้ทำให้แรงงานข้ามชาติไม่อยากมาขึ้นทะเบียนและขอใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ส่วนคนที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว ภายหลังจากที่ทะเบียนหมดอายุก็มิได้มาต่ออายุด้วยเหตุผลหลายประการ ผลคือทำให้แรงงานข้ามชาติตกเป็นเหยื่อของการแสวงหาประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม การขูดรีด และการถูกรังแกในรูปแบบต่างๆ ในขณะที่เขาต้องใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตำรวจจับและส่งตัวออกนอกประเทศ

อีกสองปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์สำหรับแรงงานข้ามชาติแย่ลงอีกคือ ความที่ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเพียงพอ และความไม่ประสานสอดคล้องกันระหว่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกับพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองของไทยที่มีข้อจำกัด นอกจากนี้แรงงานข้ามชาติยังประสบกับอุปสรรคอีกมากในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและวัฒนธรรมไทย เช่น ความที่เขาต้องใช้ชีวิตเป็นคนเข้าเมืองที่มีฐานะทางกฎหมายที่คลุมเครือ การที่เขาถูกเลือกปฏิบัติ การที่สังคมไทยมีทัศนคติในทางลบต่อเขา และการที่เขาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิที่พึงมีในบริบทการทำงาน ข้อหลังนี้สืบเนื่องจากอุปสรรคด้านภาษาและความเกรงกลัวไม่กล้าที่จะเข้าหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกจากนี้แรงงานดังกล่าวยังมีความเสี่ยงสูงกว่าแรงงานประเภทอื่นในเรื่องอาชีวอนามัยและความปลอดภัยจากภัยอันตรายต่างๆ อันสืบเนื่องมาจากลักษณะงานที่เขาทำ ทั้งส่วนใหญ่คนงานเหล่านี้ก็ไม่ได้รับการคุ้มครองจากระบบประกันสังคมแห่งชาติและจากกองทุนเงินทดแทนอีกด้วย อีกข้อหนึ่งคือเขายังประสบกับข้อจำกัดต่างๆในด้านสิทธิในการรวมตัวหรือจัดตั้งสมาคม สิทธิในการเดินทาง และสิทธิที่จะเปลี่ยนงานและนายจ้าง

การเปลี่ยนแปลงอย่างครอบคลุมและทำอย่างเป็นระบบอาจส่งผลให้มีระบบการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันอาจจะถูกเลือกนำไปทำเป็นแบบอย่าง โดยประเทศอื่นในอนุภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน

การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนซึ่งจะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2557 จะส่งผลให้มีการไหลเวียนของผลิตภัณฑ์ บริการ ทุน และแรงงานมีทักษะอย่างเสรีมากขึ้นในภูมิภาค ในฐานะที่ไทยต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ ไทยจึงอยู่ในสถานะที่จะสามารถเป็นผู้นำในการบริหารแรงงานข้ามชาติได้ และถ้าไทยสามารถพัฒนานโยบายแรงงานข้ามชาติในระยะยาวให้มีความแข็งแกร่งได้ ก็จะให้ประโยชน์แก่รัฐ แก่คนงาน และแก่นายจ้าง

แต่กระนั้นยังมีสิ่งท้าทายอื่นๆอีกสำหรับประเทศไทย เช่น การที่ไม่ได้มีการจัดหาแรงจูงใจให้กับธุรกิจเพียงพอเพื่อให้เขาสามารถก้าวกระโดดไปสู่ระบบการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ได้เป็นตัวถ่วงการพัฒนาเติบโตด้านนวัตกรรม ส่งผลให้ประเทศไทยจมอยู่ในกระบวนการผลิตที่เน้นการใช้แรงงานอย่างเข้มข้นเป็นหลัก ถ้าปล่อยปะละเลยไม่แก้ไขในเรื่องนี้ จะทำให้ความต้องการแรงงานข้ามชาติทักษะต่ำเพิ่มมากขึ้นในประเทศ ทั้งนี้สาเหตุมาจากความจริงที่ว่าการเติบโตในผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยต่อปีในไทยนั้น (สำหรับช่วงปี 2543-2550) ได้ลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย (ระหว่างปี พ.ศ. 2530-2539) ทั้งการเติบโตของจำนวนกำลังแรงงานไทยก็ลดลง อัตราการเกิดของประชากรก็ต่ำกว่าอัตราทดแทนแรงงานที่ต้องการ (labour replacement rate) และท้ายสุด จำนวนคนหนุ่มคนสาวที่แสวงหาปริญญาขั้นสูงและงานที่มีคุณค่าก็เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

ปัญหาเหล่านี้จะกดให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะที่ติดกับอยู่ในสถานะของการเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลางได้ (middle income trap) และจะเป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้ไทยไม่สามารถบรรลุถึงเป้าหมายต่างๆด้านการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ

เพื่อรับมือกับประเด็นเหล่านี้ และเพื่อพิจารณาวิธีแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ กระทรวงแรงงาน และกลุ่มทำงานด้านแรงงานข้ามชาติ ได้ร่วมกันจัดสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อ “วาระนโยบายแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย” โดยจัดให้มีขึ้นที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพ (ห้องประชุม C) ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เริ่มเวลา 08.45 น.
ขอเชิญผู้สื่อข่าวร่วมกันสัมมนาครั้งนี้ด้วย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณประชา วสุประสาท ผู้จัดการโครงการ โครงการ ILO/Japan ว่าด้วยการจัดการแรงงานข้ามชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โทรศัพท์ 02 288 1740 อีเมล์

คุณกฤษฎาพร สิงหเสนี เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค
โทรศัพท์ 02 288 1664 อีเมล์