รายงานฉบับใหม่

องค์การแรงงานระหว่างประเทศเผยรายงานผลสำรวจสภาพการทำงานในภาคประมงทะเลของประเทศไทย

รายงานฉบับใหม่พบว่าภาคอุตสาหกรรมประมงทะเลของประเทศไทยมีช่องว่างระหว่างมาตรฐานแรงงานตามกฎหมายภายในประเทศและมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ

Press release | 02 September 2013
กรุงเทพฯ (ข่าวองค์การแรงงานระหว่างประเทศ-ILO ) รายงานฉบับใหม่พบว่าภาคอุตสาหกรรมประมงทะเลของประเทศไทยมีช่องว่างระหว่างมาตรฐานแรงงานตามกฎหมายภายในประเทศและมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ รายงานนี้จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization-ILO)และศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย (Asian Research Center on Migration) สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทำการสำรวจจากแรงงาน 596 คน ซึ่งถือเป็นการศึกษาวิจัยจากกลุ่มตัวอย่างในภาคประมงทเละที่มีจำนวนมากที่สุดในปัจจุบัน

แม้การสำรวจพบว่าแรงงานส่วนใหญ่เข้าสู่การเป็นแรงงานโดยสมัครใจ อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 32 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 5.4 ของจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ตอบว่าตนถูกหลอกลวงหรือถูกบังคับให้ทำงานบนเรือประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหามักจะเกิดในการทำประมงระยะไกล โดย 1 ใน 6 หรือ ร้อยละ 16 ของกลุ่มตัวอย่างที่ทำงานบนเรือประมงที่ทำการประมงระยะไกลตอบว่าตนไม่ได้สมัครใจที่จะมาทำงานบนเรือประมง จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 32 คนที่ทำงานบนเรือประมงที่ทำการประมงระยะไกล พบว่ามี 17 คนที่ตอบว่าตนถูกหลอกลวงหรือถูกบังคับให้มาทำงานบนเรือโดยนายหน้าจากประเทศต้นทา 9 คน ตอบว่า ถูกหลอกลวงโดยนายหน้าในประเทศไทย และ 6 คนตอบว่าถูกหลอกลวงโดยสมาชิกในครอบครัวหรือญาติของตนเอง

จากการศึกษาพบว่าประมาณร้อยละ 17 ของกลุ่มตัวอย่างมิได้สมัครใจทำงานแต่ไม่สามารถออกจากงานได้เพราะถูกข่มขู่ว่าจะลงโทษ โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ไม่สามารถออกจากงานได้เพราะกลัวการลงโทษทางการเงินหรือคิดเป็นร้อยละ 12 ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มที่ถูกข่มขู่คุกคามว่าจะใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายและแจ้งให้เจ้าหน้าที่รัฐทราบมีจำนวน ร้อยละ 4.9 เงื่อนไขการบีบบังคับจะรุนแรงมากขึ้นสำหรับแรงงานที่ออกทะเลเป็นระยะเวลามากกว่า 1 เดือน โดย ร้อยละ 25 ตกอยู่ในสภาพการทำงานที่ไม่ดี

การสำรวจยังพบว่ามีแรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีจำนวน 33 คนบนเรือประมง โดยในจำนวนนี้มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีจำนวน 7 คน ภายใต้กฎกระทรวงแรงงานฉบับที่ 10 และอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศว่าด้วยการทำงานในภาคประมงพ.ศ. 2550 ฉบับที่ 188 ระบุว่าบุคคลที่มีอายุ15 ปีหรือมากกว่า สามารถทำงานบนเรือประมงได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดและงานนั้นจะต้องไม่เป็นงานที่อยู่ในประเภทงานอันตราย ซึ่งจากการศึกษาพบว่าหลักการดังกล่าวทำให้เกิดให้เกิด “ความไม่ชัดเจนแรงงานเด็กเพราะงานบางประเภทในภาคประมงอาจเป็นงานอันตรายได้ถ้าให้เด็กทำโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องทำในเวลากลางคืน”

รายงานสรุปว่าแรงงานภาคประมงต้องเผชิญปัญหาหลายประการโดยมีสาเหตุพื้นฐานที่สำคัญมาจากขาดการทำสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร ร้อยละ 94 ของกลุ่มตัวอย่างไม่ได้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้นจึงไม่มีการตกลงในเรื่องชั่วโมงการทำงาน ระยะเวลาการจ่ายค่าจ้าง วิธีการคิดคำนวณค่าจ้าง (ซึ่งโดยมากมักขึ้นอยู่กับปริมาณปลาที่จับได้) ระยะเวลาในการจ่ายค่าจ้าง และกรณีการหักค่าจ้าง เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน นอกจากนี้สาเหตุด้านอื่นๆที่มีอิทธพลทำให้แรงงานตกอยู่ในสภาพการทำงานที่ไม่ดีได้แก่ สถานภาพการเข้าเมืองที่ผิดกฎหมายของแรงงานประมงข้ามชาติ การขาดการตรวจสอบสภาพการจ้างงานโดยพนักงานตรวจแรงงาน หรือโดยเจ้าหน้าที่รัฐด้านอื่นๆ และการขาดตัวแทนเจรจาต่อรองของกลุ่มแรงงาน

ข้อค้นพบจากการทำวิจัยในครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศและรัฐบาลไทย นายจ้าง และลูกจ้าง โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการคุ้มครองแรงงานในภาคประมงทะเล ตัวอย่างเช่น มีการแก้ไขกฎกระทรวงแรงงานฉบับที่ 10 ว่าด้วยการทำงานในภาคประมงทะเลรวมทั้งมีการจัดตั้งศูนย์ประสานแรงงานประมงทะเล ซึ่งจะทำให้แรงงานภาคประมงได้รับการจดทะเบียนแรงงานและการฝึกอบรม อันเป็นมาตรการคุ้มครองที่เข้มแข็งในการจัดหางานและการจ้างงาน นอกจากนี้มีแผนการดำเนินกิจกรรมหลายเรื่องที่กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการรวมถึง การพัฒนามาตรการการตรวจแรงงาน การพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน การพัฒนาจรรยาบรรณของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมประมงทะเล การฝึกอบรมด้านแนวปฏิบัติด้านแรงงานที่ดีสำหรับเจ้าของเรือและไต้ก๋งเรือ

“การสร้างความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะช่วยให้การจัดทำนโยบายเพื่อตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่บนพื้นฐานของสภาพความเป็นจริง เพื่อกำหนดนโยบายด้านการจัดหาแรงงาน การจ้างงานของแรงงานภาคประมงทะเล และเพื่อป้องกันและขจัดรูปแบบการทำงานที่ไม่ดีให้หมดไป” กล่าวโดย ดร.สุภางค์ จันทวานิช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การปรับปรุงสภาพการทำงานจำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคประมงที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวของอุตสาหกรรมภาคประมงทะเล

ประเทศไทยถือเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าอาหารทะเลขนาดใหญ่ที่สำคัญในเวทีการค้าโลก โดยมีมูลค่าการส่งออกอาหารทะเลมากกว่า7 พันล้านบาทเหรียญสหรัฐในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยประเมินจำนวนแรงงานในภาคประมงที่ถูกจ้างงานในบริษัทที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ มีจำนวน 142,845 คน แต่อุตสาหกรรมประมงต่อเนื่องและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอื่นๆมีการจ้างแรงงานจำนวนมากกว่านี้ ข้อกังวลเกี่ยวกับการถูกละเมิดและการแสวงหาประโยชน์ในแรงงานภาคประมงโดยไม่ชอบ โดยเฉพาะในแรงงานข้ามชาติ ทำให้มีการเรียกร้องโดย กลุ่มสิทธิมนุษยชน ประชามคมนานาชาติ และผู้ค้าปลีก ให้รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมพัฒนากฎระเบียบและการคุ้มครองแรงงานให้มีประสิทธภาพ อย่างไรก็ตามระดับของปัญหาที่แท้จริงยังไม่เป็นที่แน่ชัด และการหาหลักฐานเชิงประจักษ์ให้มากกว่านี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การวิจัยนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามโดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติที่มีสถานภาพการเข้าเมืองผิดกฎหมายจากประเทศเมียนมาร์และประเทศกัมพูชา; และร้อยละ 9 เป็นแรงงานไทย มากกว่า ร้อยละ 80 เคยทำงานในเรือประมงที่ทำการประมงระยะสั้นที่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน การศึกษาได้ทำการสำรวจบริเวณท่าเรือ และในชุมชนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน พ.ศ.2555 ในพื้นที่ 4 จังหวัดได้แก่ ระนอง ระยอง สมุทรสาคร และสงขลา

การสำรวจกระทำโดยโครงการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO’s Tripartite Action to Protect the Rights of Migrant Workers in the Greater Mekong Sub-region - the GMS TRIANGLE project) และศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย (Asian Research Center on Migration) สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการศึกษาได้จัดทำโดยการหารือร่วมกระทรวงแรงงาน หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย องค์กรภาคประชาสังคม

เชิญชม ภาพถ่าย และ ภาพวีดีโอเกี่ยวกับภาคประมงทะเล

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

กฤษฎาพร สิงหเสนี
สารนิเทศ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ
โทร: 02 288 1664, อีเมล์